วันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2558

สังคมก้มหน้าผลเสียต่อสุขภาพ

Edit Posted by with No comments

สังคมก้มหน้าผลเสียต่อสุขภาพ


กับภาพที่ผู้คนต่างก้มหน้าก้มตาจดจ่ออยู่ กับสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตของตัวเอง ทั้งติดต่อสื่อสารพูดคุย ดูหนังฟังเพลง เล่นเกม ท่องอินเตอร์เน็ต ฯลฯ ไม่ว่าจะบนรถเมล์ รถไฟฟ้า ร้านอาหาร หรือแม้แต่ตามท้องถนนทั่วไป จนมีการให้คำจำกัดความกับยุคที่ผู้เอาแต่ก้มหน้าเข้าหาจอมือถือและแท็บเล็ต ว่าเป็น “สังคมก้มหน้า” (Phubbing) ซึ่งหมายถึงสังคมที่ผู้คนเลือกใช้เวลาอยู่ในโลกออนไลน์หรือโซเชียลเดีย (social media) มากกว่าจะปฏิสัมพันธ์กับสังคมรอบข้าง ว่างเมื่อไหร่เป็นต้องเปิดเฟซบุ๊ค เช็คทวิตเตอร์ตลอดเวลา เฝ้าแต่จะกดถูกใจในอินสตาแกรม วันไหนไม่ได้เซลฟี่แล้วรู้สึกเหมือนจะเป็นไข้ เหล่านี้คืออาการที่บอกให้รู้ว่าคุณได้เป็นพลเมืองของสังคมก้มหน้าแบบเต็ม ตัวเรียบร้อยแล้ว

“สังคมก้มหน้า” สังคมของคนป่วย “โรคติดจอ”
เป้าหมายของการใช้เทคโนโลยีคือการทำให้ ชีวิตสะดวกสบายยิ่งขึ้น เรื่องของการติดต่อสื่อสารที่ทุกวันนี้เราสามารถพูดคุย ส่งข้อความ หรือรูปภาพต่างๆ ได้อย่างสะดวกรวดเร็วผ่านระบบอินเตอร์เน็ตบนโทรศัพท์มือถือ เรามีสังคมออนไลน์หรือที่เรียกกันว่าโซเชียลเน็ตเวิร์ค เอาไว้คอยติดตามข่าวสารต่างๆ หรือพบปะแลกเปลี่ยนพุดคุยในเรื่องราวที่เราสนใจกับกลุ่มคนที่มีความสนใจแบบ เดียวกับเรา ที่สำคัญคือเป็นแหล่งหาข้อมูลความรู้ต่างๆ ที่ช่วยให้เราสามารถใช้ชีวิตได้ง่ายและสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น
ที่กล่าวมาทั้งหมดคือข้อดีที่เราได้รับจากใช้งานสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตเพื่อท่องไปในโลกอินเตอร์เน็ตหรือโลดแล่นอยู่ในสังคมออนไลน์
…แต่ทุกอย่างบนโลกนี้ล้วนมี 2 ด้านเสมอ…เมื่อมีข้อดี ย่อมมีข้อเสียที่ถูกซ่อนเอาไว้ รอเวลาปรากฏตัวออกมาให้เห็น หากว่าเราใช้ของสิ่งนั้นอย่างขาดการยับยั้งชั่งใจ หรือใช้อย่างไม่เหมาะสม
สายตา – การมองภาพในมือถือ แท็บเล็ต หรือ คอมพิวเตอร์นานๆ จะทำประสาทตาล้า ตาแห้ง ซึ่งอาการเหล่านี้เป็นสาเหตุให้จอประสาทตาเสื่อมเร็วขึ้น
คอ – เวลาที่นั่งก้มหน้าเล่นมือถือหรือแท็บเล็ตนานๆ จะทำให้คอและบ่าเกิดอาการเมื่อยล้า ถ้าอาการหนักมากๆ ก็อาจจะส่งผลรุนแรงถึงขั้นปวดคอ ขยับคอลำบาก ไปจนถึงทำให้รู้สึกหัวหรือเวียนหัว
หลัง – การนั่งในท่าเดิมนานๆ อาจทำให้หลังเกิดอาการเกร็ง ซึ่งการก้มคอนานๆ ก็ส่งผลให้หลังเกิดอาการปวด เมื่อยล้า ได้ด้วยเช่นกัน
ระบบการหายใจ – การนั่งเล่นมือถือ แท็บเล็ต ในท่าเดิมนานๆ นอกจากจะทำให้ปวดคอ ปวดหลัง ปวดไหล่แล้วนั้น ยังส่งผลต่อระบบการไหลเวียนของเลือด ระบบการหายใจ การนั่งหลังงุ้มจะทำให้หายใจไม่สุดปอด หายใจสั้นติดขัด ส่งผลเสียต่อสุขภาพ
นิ้วมือ – การใช้นิ้วมือกด พิมพ์ จิ้ม บนจอมือถือและแท็บเล็ตนานๆ จะทำให้นิ้วรู้สึกชา ปวดข้อมือ ปวดที่บริเวณโคนนิ้วโป้ง หากทิ้งไว้นานๆ อาจทำให้เกิดอาหารนิ้วล็อก เส้นเอ็นข้อมืออักเสบ
สภาวะอารมณ์ – การเล่นโซเชียลมีเดียมากเกินไป จนขาดการปฏิสัมพันธ์กับผู้คนรอบข้างในโลกความจริง อาจทำให้กลายเป็นคนเก็บตัว บางคนสูญเสียความมั่นใจในตัวเอง ขาดทักษะในการสื่อสารกับผู้อื่น หากหมกมุ่นในโลกโซเชียลมีเดียมากเกินไป หรือเจอเรื่องที่กระทบกระเทือนจิตใจในโลกโซเชียล ก็จะมีอาการเครียดและเป็นทุกข์ใจมากกว่าเวลาที่อยู่ในโลกความจริง

อย่าปล่อยให้สมาร์ทโฟน – แท็บเล็ตเป็นพี่เลี้ยงเด็ก
พ่อ-แม่หลายคนเต็มใจซื้อสมาร์ทโฟนและแท็บ เล็ตให้ลูก เพราะคิดว่าลูกจะได้มีความรู้ เป็นเด็กทันสมัย ลูกจะได้มีกิจกรรมทำเวลาว่าง ซึ่งเหตุผลที่ยกมาก็ต้องบอกว่าพ่อ – แม่คิดไม่ผิด แต่ก็ไม่ถูกซะทีเดียว เพราะแท็บเล็ตแม้จะเป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลความรู้ดีๆ ที่เด็กสามารถค้นหาได้จากในอินเตอร์เน็ต มีโปรแกรมดีๆ ที่ใช้ฝึกความรู้ของเด็กๆ ได้ แต่เรื่องที่ไม่ดี สิ่งที่เป็นอันตรายต่อเด็กก็มีซ้อนเร้นอยู่มากไม่แพ้กัน การปล่อยให้เด็กใช้เวลาอยู่กับสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตเราจะวางใจได้อย่างไรว่า เด็กจะไม่ถูกสิ่งที่ไม่ดีทำร้าย?
เด็กที่ใช้เวลาอยู่กับสมาร์ทโฟนและแท็บ เล็ตมากเกินไป จะส่งผลให้กลายเป็นเด็กสมาธิสั้น มีอารมณ์อ่อนไหวง่าย นอกจากนี้ยังทำให้ขาดปฏิภาณไหวพริบในการแก้ปัญหา ขาดการคิดไตร่ตรองในการวิเคราะห์ข้อมูล บางคนก็มีปัญหาในเรื่องทักษะการพูด การสื่อสารกับผู้อื่น เด็กบางคนติดมากจนไม่ยอมกินข้าว ไม่ทำกิจกรรมอื่น ในระยะยาวก็ส่งผลต่อสุขภาพทั้งเรื่องของสายตา นิ้วมือ ข้อมือ
การควบคุมการใช้สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตกับ เด็กๆ จึงเป็นหน้าที่สำคัญของพ่อ – แม่ ควรมีการกำหนดเวลาในการใช้ให้กับเด็กๆ ไม่ควรเกินวันละ 1 – 2 ชั่วโมง เวลาที่เด็กใช้ควรอยู่ในสายตาของพ่อ – แม่ ถ้าเป็นไปได้พ่อ – แม่ควรเล่นไปพร้อมกันกับเด็ก คอยสอนให้เด็กรู้ว่าอะไรดีอะไรไม่ดี สอนให้เด็กรู้ว่าอันตรายจากการใช้สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต และโซเชียลมีเดียมีอะไรบ้าง
-ประเทศไทยมีผู้ใช้ facebook สูงถึง 28 ล้านคน หรือคิดเป็น 42% ของประชากรทั้งประเทศ
-ประเทศไทยถือเป็นประเทศที่มีผู้ใช้ facebook มากเป็นอันดับ 9 ของโลก โดยอันดับ 1 คือประเทศสหรัฐอเมริกา ที่จำนวน 180 ล้านราย
-โซเชียลมีเดีย 3 อันดับยอดนิยมของคนไทย คือ 1.facebook 28 ล้านราย, 2.instagram 1.7 ล้านราย และ 3.twitter  4.5 ล้านราย
-สิ่งคนไทยนิยมใน facebook มากที่สุดคือ  โพสต์รูปภาพ 57% รองลงมาคือ เช็คอิน 33% โพสต์พร้อมลิงค์21% วิดีโอ 3% และ โพสต์สถานะเฉยๆ 2%

สังคมก้มหน้า...เสี่ยงปัญหาโรคกระดูกคอถึงขั้นอัมพาต

Edit Posted by with No comments
         ทุกวันนี้สมาร์ทโฟนได้กลายเป็นส่วนสำคัญของชีวิตมนุษย์ ตามการคาดการณ์ของ eMarketer สหรัฐระบุว่า ในปี 2014 ผู้ใหญ่จะใช้เวลาโดยเฉลี่ย 2 ชั่วโมง 51 นาที ต่อวัน ไปกับโทรศัพท์มือถือแบบสมาร์ทโฟน และใช้เวลาเฉลี่ยถึง 5 ชั่วโมง 46 นาที ไปกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั้งหลาย ซึ่งการก้มหน้าใช้โทรศัพท์นานมีแนวโน้มที่ทำให้กล้ามเนื้อรวมถึงเส้นเอ็นตึงเกร็ง เครียด นำไปสู่การเกิดโรคกระดูกคอตั้งแต่อายุยังน้อย



ปัญหากระดูกคอ อาการอาจร้ายแรงถึงอัมพาต       กระดูกคอประกอบด้วยกระดูก 7 ชิ้น ทำหน้าที่ในการพยุงศีรษะโดยรอบๆ กระดูกคอมีเส้นประสาทและกล้ามเนื้อจำนวนมาก ปกติกระดูกคอจะมีลักษณะโค้งตามธรรมชาติ แต่หากมีท่าทางที่ผิดปกติเป็นเวลานาน เช่น ก้มหน้านานซึ่งจะกดทับกระดูกคอ หมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อม กระดูกสันหลังโค้งหรืองอก เส้นประสาทถูกกดทับ ทำให้เกิดอาการปวดหรือชาบริเวณคอ ควรต้องระมัดระวัง เส้นประสาทที่ใกล้กระดูกคอเป็นเส้นประสาทหลักของแขนขา  หากกดทับเป็นระยะเวลานานแล้วไม่รักษา จะทำให้มีอาการปวดคอ แขนชา อาการอาจรุนแรงถึงขึ้นขาชา ตาพร่า แม้กระทั่งทำให้เกิดอัมพาต
อาการแสดงเมื่อกระดูกคอมีปัญหา
       1. ปวดคอบ่าไหล่ ลามไปถึงศีรษะหรือแขน
       2. แขนไม่มีแรง นิ้วมือชา มือไม่มีแรงจับ บางครั้งมือปล่อยของตกโดยไม่รู้ตัว
       3. ขาไม่มีแรง จังหวะการเดินไม่มั่นคง ขาสองทั้งชา
       4. ผู้ที่อาการรุนแรงอาจมีอาการปัสสาวะเล็ด มีปัญหาสมรรถภาพทางเพศ อัมพาต
       5. ปวดศีรษะ คอบ่าไหล่และมือ  คอเคล็ด มีข้อจำกัดการเคลื่อนไหว
       6. เวียนศีรษะ ผู้ที่มีอาการรุนแรงอาจคลื่นไส้อาเจียน
       7. ผู้ป่วยบางรายที่โรคได้กระทบต่อระบบประสาทอัตโนมัติ อาจทำให้เกิดอาการ วิงเวียนศีรษะ ปวดศีรษะ ตาฟาง ตาทั้งสองข้างบวม ผมแห้ง หูอื้อ หูตึง มีความไม่สมดุล หัวใจเต้นเร็วขึ้น บางรายอาจมีปัญหาท้องอืดหรือมีปัญหาการกลืน
 






การรักษาด้วยแพทย์แผนจีน

       ปัญหาโรคกระดูกคอ ก่อให้เกิดอาการต่างๆ มากมาย เป้าหมายสำคัญของการรักษาของแพทย์แผนจีน คือ ขจัดต้นเหตุของความเสื่อมถอย และรักษาอาการที่แสดงออกมา ฟื้นฟูสมรรถภาพและเสริมความแข็งแรงของร่างกาย เพื่อลดผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน วิธีการรักษาประกอบด้วย การฝังเข็ม ครอบกระปุก กวาซา ทุยหนาและการใช้ยาจีน
       การฝังเข็มช่วยทะลวงเส้นลมปราณ กระตุ้นการไหลเวียนโลหิต คลายความตึงเครียดของกล้ามเนื้อ ลดความเจ็บปวด นอกจากนี้การทุยหนากระดูกและหัตถการของแพทย์แผนจีน ยังสามารถแก้ไขพยาธิสภาพของกระดูกและเส้นเอ็น อาทิ ข้อต่อผิดปกติ กระดูกคอเคลื่อน เนื้อเยื่ออ่อนติด และกระดูกคอโค้งผิดรูป ให้กลับเป็นปกติ จึงช่วยลดสาเหตุของโรคกระดูก การแพทย์แผนจีนยังมีเทคนิคเฉพาะโดยการใช้ยาทั้งจากภายนอกและภายใน ซึ่งสามารถเห็นการเปลี่ยนแปลงได้ทันที เสริมความแข็งแรงของกระดูกและชะลอความเสื่อม 
       เล่อคังคลินิกได้ใช้เทคนิคใหม่ล่าสุดนี้เพื่อรักษาโรคกระดูกคอ และอาการปวด ชา ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย โดยการผลักยาจีนเข้าสู่ระบบเส้นลมปราณบริเวณที่เป็นโรค ช่วยระงับปวดลดการอักเสบ เป็นการรักษาวิธีหนึ่งที่ได้ผลทันที

โรคใหม่แห่งยุคสังคมก้มหน้า

Edit Posted by with No comments

โรคใหม่แห่งยุคสังคมก้มหน้า



text-neck-small


โรคทางดวงตา ภัยร้ายที่ถูกลืมในยุคสังคมก้มหน้า

Edit Posted by with No comments
โรคทางดวงตา ภัยร้ายที่ถูกลืมในยุคสังคมก้มหน้า

โรคทางดวงตา ภัยร้ายที่ถูกลืมในยุคสังคมก้มหน้า

 จักษุแพทย์ห่วงสังคมก้มหน้า ส่งผลให้ดวงตาโดนทำลายโดยไม่รู้ตัว เตือนการเพ่งจอเป็นเวลานานๆ ทำให้เกิดอนุมูลอิสระสะสมทำร้ายเซลล์ตา และมีปัญหาโรคทางสายตาก่อนวัยอันควร แนะพักสายตาทุกๆ 30 นาที และเสริมผัก-ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ เพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยถนอมสายตา
          ดวงตานับเป็น 1 ในประสาทสัมผัสทั้งห้าที่สำคัญ เป็นอวัยวะที่ช่วยให้เกิดการเรียนรู้ การสังเกต และการจดจำ รวมทั้งเป็นส่วนที่สามารถสื่อสารความรู้สึกต่างๆ ไปถึงคนรอบข้างได้อีกด้วย แต่กลับเป็นอวัยวะที่มักจะถูกมองข้ามไป จนไม่ได้รับการดูแล เอาใจใส่ให้มีสุขภาพที่ดี จนกระทั่งเกิดความผิดปกติเกิดขึ้น โดยเฉพาะในยุคดิจิตอล ที่การสื่อสารสามารถทำได้ง่ายมากเพียงปลายนิ้วในทุกที่ทุกเวลา ยิ่งทำให้ดวงตารับบทหนักต้องเพ่ง ต้องจ้องหน้าจอต่างๆ อยู่ตลอดเวลา
          ข้อมูลล่าสุดจากการสำรวจพฤติกรรมของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย ประจำปี 2014 โดยสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือ ETDA กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ระบุว่า ค่าเฉลี่ยของการใช้อินเทอร์เน็ตต่อสัปดาห์ในปี 2557 เพิ่มสูงขึ้นมาก โดยค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 50.4 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ หรือใช้เวลาโดยประมาณ 7.2 ชั่วโมงต่อวัน (หรือคิดเป็น 1 ใน 3 ของวันเพื่อใช้งานอินเทอร์เน็ต) ขณะปี 2556 มีตัวเลขการใช้งานอินเตอร์เน็ตโดยเฉลี่ย 32.3 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ หรือใช้เวลาโดยประมาณ 4.6 ชั่วโมงต่อวัน
          สอดคล้องกับข้อมูลการใช้โซเซียลมีเดีย และสมาร์ทโฟน ก็มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น การเล่นเฟสบุ๊คของคนไทยที่มีมากถึง 28 ล้านราย คิดเป็นอัตราการเติบโตสูงถึงร้อยละ 53 เช่นเดียวกับยอดผู้ใช้ LINE คนไทยติดเป็นอันดับ 2 ของโลก ทะลุ 24 ล้านคน ส่วนอัตรการใช้มือถือ พบว่าชาวไทยกว่าร้อยละ 85 ติดมือถืออย่างหนักจนขาดไม่ได้ ยังไม่รวมถึงการใช้จอคอมพิวเตอร์สำหรับการทำงาน และการดูทีวี ล้วนเป็นพฤติกรรมที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพดวงตาถูกทำลายโดยไม่รู้ตัว
          นพ. พิษณุ พงษ์สุวรรณ จักษุแพทย์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันพบว่าคนไทยมีปัญหาโรคตาที่มีสาเหตุจากการใช้คอมพิวเตอร์ และจอต่างๆเพิ่มมากขึ้นทุกปี ผลพวงจากความสะดวก และความทันสมัยของการสื่อสารในปัจจุบัน ทำให้เราเสพติดการสื่อสาร ไม่ว่าจะทำอะไร อยู่ที่ไหน เราก็มันจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาพิมพ์บอกเพื่อนผ่านโปรแกรมแชท และผ่านทางโซเชี่ยลเน็ตเวิร์คอยู่เสมอจนติดเป็นนิสัย จนทำให้เราลืมไปว่าดวงตาของเรากำลังถูกใช้งานอย่างหนักเกินความจำเป็น เพราะการมองหน้าจอต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นจอสมาร์ทโฟน จอแทปเล็ต จอคอมพิวเตอร์ และจอโทรทัศน์ ตลอดเวลา และติดต่อกันเป็นเวลานาน ดวงตาของเราจะต้องเจอกับแสงจ้าจากหน้าจอดังกล่าว เกิดอนุมูลอิสระสะสม จนอาจจะทำให้เกิดความผิดปกติเกิดขึ้นกับดวงตาของเราได้ เช่น อาจจะเกิดการระคายเคือง น้ำตาไหล ตาแห้ง ตาอักเสบ เกิดสายตาพร่ามัว จากกล้ามเนื้อตาอ่อนล้า มีอาการมองเห็นภาพซ้อน รวมถึงอาการแพ้แสง จนมีการจัดกลุ่มอาการต่างๆนี้รวมกันเรียกว่า โรคคอมพิวเตอร์วิชันซินโดรม ซึ่งนอกจากตาแล้วยังทำให้มีอาการปวดศีรษะ บ่า และคอร่วมด้วย
          เพราะไม่มีใครตอบได้ว่าเมื่อดวงตาเกิดความผิดปกติแล้วจะสามารถกลับมามองได้ชัดเหมือนเดิมหรือไม่ เราควรป้องกันการเกิดความผิดปกติต่างๆ กับดวงตา เริ่มจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ดวงตา เช่น หากต้องทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟนเป็นเวลานานๆ ควรหมั่นพักสายตา 2-3 นาที ต่อการใช้สายตาทุกๆ 30 นาที หรือ 1 ชั่วโมง และกระพริบตาบ่อยๆ 10-15 ครั้งต่อนาที
          และควรใช้สายตาในการทำงานกับคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟนเท่าที่จำเป็น รวมถึงนั่งทำงานในที่ที่มีแสงสว่างเพียงพอ ปรับขนาดตัวหนังสือให้อ่านง่าย นอกจากนี้เวลาอยู่ในที่กลางแจ้งที่มีแดดจ้า หรือเวลาขับรถในเวลากลางวันควรใส่แว่นกันแดด เพื่อลดปริมาณแสงแดดเข้าสู่ดวงตาที่นำมาซึ่งความเสื่อม และความผิดปกติของดวงตา
          เมื่อเราป้องกันปัจจัยเสี่ยงจากภายนอกแล้ว เราก็ควรจะบำรุงดวงตาจากภายในด้วยอาหารบำรุงดวงที่มีประโยชน์ควบคู่ไปด้วย เช่น การเลือกผักและผลไม้ที่มีวิตามิน เอ สูง ที่มีฤทธิ์ช่วยต้านอนุมูลอิสระ และความเสื่อมของดวงตา รวมทั้งช่วยป้องกันความผิดปกติต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับดวงตา ซึ่งสารต้านอนุมูลอิสระพบมากในผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ต่างๆ เช่น บิลเบอร์รี่ ราสเบอร์รี่ สตอเบอร์รี่ แครนเบอร์รี่ และแบล็คเคอร์แรนต์ เป็นต้น นอกจากนี้ยังควรดื่มน้ำมากๆ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ ที่สำคัญที่สุด ควรไปพบจักษุแพทย์ เพื่อตรวจสุขภาพดวงตาอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และหากเกิดความผิดปกติของดวงตาควรรีบไปพบจักษุแพทย์ทันที
          ที่มา : เว็บไซต์ไทยพีอาร์

สังคมก้มหน้า ค่านิยมอันตรายจากสมาร์ทโฟน

Edit Posted by with No comments
             ในยุคนี้ สมาร์ทโฟนถือเป็นเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์คนในยุคดิจิตอลมากที่สุด เพราะสามารถใช้งานได้หลากหลาย เรียกได้ว่า "เครื่องเดียวตอบโจทย์ทุกความต้องการของผู้ใช้งาน" และไม่ว่าจะเดินไปทางไหนก็จะเห็นคนก้มหน้าก้มตาเล่นสมาร์ทโฟนกันอยู่ประปราย และเหมือนจะเพิ่มมากขึ้นทุกวัน จนเกิดเป็นค่านิยมของคนยุคดิจอตอล หรือเรียกค่านิยมนี้ว่า "สังคมก้มหน้า"
การใช้สมาร์ทโฟนตลอดเวลา อาจทำให้การรับรู้ภายนอกของคนเราลดลง โดยทั่วไปสมองของคนเราไม่สามารถแบ่งการทำงานหลายๆอย่างได้ในเวลาเดียวกัน จึงทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของสมองคนเราต่ำลงขณะเล่นสมาร์ทโฟนอยู่ ซึ่งอาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้ทั้งกับตัวเราเองและผู้อื่น
สำนักยุทธศาสตร์ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) สังกัดกระทรวงไอซีที รายงานว่า ค่าเฉลี่ยของการใช้อินเตอร์เน็ตและระบบการสื่อสารออนไลน์ต่อสัปดาห์ของคนไทยอยู่ที่ 50.4 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ นั่นหมายความว่า คนไทยใช้เวลากับหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟน เฉลี่ยประมาณ 7.2 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพได้ เพราะแสงบนหน้าจอประกอบด้วยแสงสีฟ้า ส่งผลเสียต่อจอประสาทตาโดยตรง อาจทำให้ดวงตาเสื่อมสมรรถภาพ เสี่ยงต่อโรคออฟฟิสซินโดรม และโรคนิ้วล็อคเพราะคุยแชทหรือเล่นสมาร์ทโฟนมากๆอีกด้วย
ล่าสุดมีคลิปที่เกี่ยวกับค่านิยมคนยุคนี้ และกำลังเป็นที่รับชมกันอยู่บน Youtube ในคลิปแสดงให้เห็นถึงค่านิยมของสังคมในยุคปัจจุบันหรือ สังคมก้มหน้า ซึ่งก่อให้เกิดผลเสียที่ตามมาอย่างมากมาย
ขอบคุณคลิปจาก https://www.youtube.com/watch?v=PsH9wGB_Acs
ถึงแม้การใช้สมาร์ทโฟนจะส่งผลเสียได้มากมายทั้งต่อสุขภาพคนเรา และสังคมทั่วโลก แต่สมาร์ทโฟนก็มีข้อดีอยู่มากมายและมีส่วนช่วยเหลือพัฒนาได้ด้วยอีกเช่นกัน เพียงแค่รู้จักใช้งานให้ถูกหลัก รู้จักแบ่งเวลา และมีสติในการใช้งาน สมาร์ทโฟนก็จะกลายเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์สูงสุดและเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยเหลือเราได้มากที่สุดเช่นกัน

Social Ignoreism (SI ลิซึ่ม)

Edit Posted by with No comments
Social Ignoreism (SI ลิซึ่ม)      

        ไม่ว่าจะไปไหนมาไหน กับเพื่อนกับพี่ กับน้อง  หรือมองคนรอบข้างตอนนี้กลายเป็น สังคมก้มหน้ากันหมด หรือที่ผมเรียกว่า Social Ignoreism (SI ลิซึ่ม) คือคนกลุ่มเป็นบุคลประเภทเสพติดข่าวสารหรือเทคโนโลยี ว่างไม่เกิน 5นาที จะต้องหยิบSmart Phone หรือ Tablet ออกมากดๆ จิ้มๆ โดยไม่สนใจคนรอบข้าง นอกจากอุปกรณ์ของตนเองตลอดเวลา  วันนีี้ผมเลยจำลองภาพมาเป็นการ์ตูนให้ดูขำๆครับ เวลานั่งกับ คนกลุ่มนี้ผมยืมคำนี้มาจากเพื่อนฝรั่ง(เขาชื่อเครก)เขาชอบทำหน้าเซ็งๆ เวลาเจอคนกลุ่มนี้ แล้วพูดใส่พวก  SI ลิซึ่ม  ว่า   It's เบื่อๆๆๆๆๆๆ 

เตือนสังคมก้มหน้า 'โรคนิ้วล็อก' อันตรายใกล้ตัว น่ากลัวกว่าที่คิด

Edit Posted by with No comments

เพราะความสะดวกจากการใช้สมาร์ทโฟน-แท็บเล็ตในปัจจุบัน ที่คนส่วนใหญ่ใช้เป็นเครื่องมือติดต่อสื่อสาร ทำงาน และให้ความบันเทิง แพทย์เตือนพิมพ์เยอะส่งผลกระทบต่อเส้นเอ็น หากอาการหนักอาจถึงขั้นต้องผ่าตัดรักษา...

เวลานี้...หันไปทางไหนก็เจอแต่คนก้มหน้าก้มตาสนใจหน้าจอส่วนบุคคล ทั้งสมาร์ทโฟน ทั้งแท็บเล็ตยอดดวงใจ ระดมกด ระดมจิ้ม ฝึกพลังนิ้วมือกันแบบไม่มีใครยอม (สนใจ) ใคร ทั้งแชต ท่องโลกโซเชียลเน็ตเวิร์ก และเล่นเกม ซึ่งเชื่อว่าคนส่วนใหญ่น่าจะเคยได้ยินคำเตือนเรื่องนิ้วล็อกกันมาบ้างแล้ว และแม้ว่ารู้ทั้งรู้ว่าการจดๆ จิ้มๆ สไลด์หน้าจอไปมาจะสุ่มเสี่ยงโรค แต่ทุกคนก็ยังเต็มใจทำแบบไม่แคร์! ต่อโรคภัย ที่กำลังรอรุมทึ้งร่างกาย

วันนี้เราเลยจะมาย้ำถึงโทษและโรคภัยที่อาจเกิดขึ้น จากพฤติกรรมของคนเสพติดเทคโนโลยี เพื่อย้ำเตือนทุกท่านอีกครั้ง...

"จะมีสักกี่คนที่รู้ว่าการเสพติดสมาร์ทโฟน เป็นปัจจัยเกิดโรคเส้นเอ็นนิ้วโป้งอักเสบ" นายแพทย์ภัทร จุลศิริ ศัลยแพทย์กระดูกและข้อทั่วไป โรงพยาบาลเวชธานี กล่าว พร้อมอธิบายต่อไปว่า อันดับแรกต้องทำความเข้าใจก่อนว่าเส้นเอ็นของคนเราจะถูกหุ้มด้วยปลอกหุ้มเส้นเอ็น (A1 pulley) เหมือนกับสายไฟในท่อร้อยสายไฟ เมื่องอหรือเหยียดนิ้ว เส้นเอ็นจะขยับอยู่ในปลอกหุ้ม ซึ่งการเล่นเกม แชต หรือกดหน้าจอสมาร์ทโฟนที่ค่อนข้างเล็กบ่อยๆ จะทำให้นิ้วโป้งมีการงอมากกว่าปกติ และยังเกิดการเสียดสีระหว่างปลอกหุ้มกับเส้นเอ็นจนอักเสบ บวม ทำให้เอ็นผ่านปลอกหุ้มได้ไม่สะดวก ก่อให้เกิดอาการปวดบริเวณที่โคนนิ้วโป้ง หรือหากเป็นมากก็อาจเกิดนิ้วล็อก เหยียดไม่ออกในที่สุด

ผู้หญิงเป็นเยอะกว่า!
ศัลยแพทย์กระดูกและข้อทั่วไป ยังอธิบายอีกว่า โรคดังกล่าวมักจะพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย และพบในกลุ่มคนที่มีโรคประจำตัวต่างๆ หรือคนที่งอนิ้วบ่อยๆ เป็นระยะเวลานาน เช่น พิมพ์งาน, หิ้วถุงใส่ของ, หรือกำมือหยิบของ เป็นต้น
ปวดโคนนิ้ว เหยียดนิ้วไม่สุด ต้องรีบพบแพทย์
สำหรับอาการที่กลุ่มคนเหล่านี้จะมาพบแพทย์ คือ ปวดบริเวณโคนนิ้วด้านในฝ่ามือ มีอาการนิ้วสะดุดหรืองอเหยียดนิ้วได้ไม่สุด มีอาการปวดช่วงเช้าและจะดีขึ้นเมื่อขยับมือสักพัก ในการรักษาโรคดังกล่าวแพทย์ต้องประเมินก่อนว่าผู้ป่วยอยู่ในระยะใดของอาการ แค่การอักเสบ หรือถึงขั้นเป็นโรคนิ้วล็อกแล้ว

หากเป็นมากต้องผ่าตัด! สถานเดียว
แพทย์จะเริ่มต้นการรักษาด้วยการให้หยุดพักการใช้งานนิ้วมือ ร่วมกับการทานยาต้านการอักเสบของเส้นเอ็นหรือยาแก้ปวด และการกายภาพเอ็นข้อนิ้ว โดยใช้หนังยางหนาใส่นิ้วและถ่างออก โดยทำอย่างน้อยวันละ 30-60 รอบ หากอาการยังไม่ดีขึ้น อาจต้องฉีดยาลดการอักเสบสเตียรอยด์ หรือต้องเข้ารับการผ่าตัดขยายปลอกหุ้มเส้นเอ็น เพื่อทำให้เอ็นเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น ทั้งนี้ ผู้ป่วยจะต้องทำตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด และพยายามหลีกเลี่ยงการเล่นสมาร์ทโฟนที่บ่อยเกินไป

รู้แบบนี้แล้วก็เงยหน้าสู่สังคมแท้จริงกันให้มากขึ้น เพลาการกดการจิ้มสารพัดจอในมือลงไปหน่อย ไม่ใช่ประโยชน์ของใคร สุขภาพของคุณเอง...!

อันตรายและโรคของ ′สังคมก้มหน้า′ที่คุณควรรู้ไว้ ?

Edit Posted by with No comments
อันตรายและโรคของ ′สังคมก้มหน้า′ที่คุณควรรู้ไว้ ?

อันตรายและโรคของ ′สังคมก้มหน้า′ที่คุณควรรู้ไว้ ?

อันที่จริงเรื่อง “เท็กซ์เนค” ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่พูดถึงกันมา 2-3 ปีแล้ว ที่ผมหยิบกลับมาเล่าสู่กันฟังอีกครั้งเป็นเพราะว่าตอนนี้มันกำลังกลายเป็น “โกลบอล ซินโดรม” คือออกอาการกันแพร่หลายไปทั่วโลก ตามการแพร่ระบาดของอุปกรณ์พกพาสารพัดตั้งแต่ สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต เรื่อยไปจนถึงอีบุ๊กรีดเดอร์ทั้งหลาย
ก่อนหน้านี้อุปกรณ์เหล่านี้ถูกจำกัดการใช้งานด้วยการเชื่อมต่อแต่ตอนนี้ เมื่อสามารถเชื่อมต่อได้ทุกที่ทุกเวลาเนื้อหาที่มากับหน้าจอก็หลากหลายมาก ขึ้น ดึงดูดใจมากขึ้น ทั้งไลน์ ทั้งเกม ทั้งอีบุ๊กสารพัด สัดส่วนการใช้งานต่อวันก็เพิ่มขึ้นมากมายมหาศาล ไปไหนมาไหนก็เจอแต่ผู้คนก้มหน้าลงหาจออิเล็กทรอนิกส์ ไม่ว่าจะเป็นบนรถไฟฟ้า รถประจำทาง ร้านอาหาร
หนักๆ เข้าเดินไปไหนมาไหน ยังไปในลักษณะ “ก้มหน้า” จนผู้ใหญ่ท่านหนึ่งค่อนแคะให้เข้าหูว่าสังคมยุคนี้กลายเป็น “สังคมก้มหน้า” ไปแล้ว
เท็กซ์เนค” เป็นคำที่ นายแพทย์ดีน ฟิชแมน แพทย์กายภาพบำบัดผู้เชี่ยวชาญด้านบำบัดอาการของกระดูกสันหลังชาวอเมริกัน คิดขึ้นเพื่อใช้เรียกกลุ่มอาการของโรคที่เกิดขึ้นจากการ “ก้มหน้า” บ่อยๆ ซ้ำๆ และนานเกินปกตินี้ อาการที่เกิดขึ้นมีตั้งแต่ การปวดกล้ามเนื้อบริเวณไหล่ กล้ามเนื้อคอ ปวดศีรษะเรื้อรัง ปวดทุกวัน หนักเข้าก็อาจพาลไปถึงเกิดการอักเสบของข้อต่อกระดูกสันหลังส่วนบน ซึ่งถือว่าสาหัสเลยทีเดียวครับ
ที่น่ากังวลก็คือ การก้มหน้าในลักษณะนี้บ่อยๆ นานๆ จะส่งผลต่อบุคลิกท่าทาง และการเติบโตของร่างกายในเด็กและวัยรุ่นให้ออกมาบิดเบี้ยวโค้งงอจนต้องมาหาทางแก้กันยุ่งยากในภายหลัง
ที่มาของโรคนี้คือการก้มนั่นแหละครับในทางการแพทย์เขาบอกว่าเพียงแค่การ ก้มศีรษะลงไปข้างหน้า ผิดจากท่าปกติตามธรรมชาติ (คือเมื่อหูของเราอยู่ในแนวเดียวกับไหล่) เพียงแค่นิ้วเดียว น้ำหนัก
ของศีรษะก็จะทำให้ กล้ามเนื้อ เอ็น กระดูกและเส้นประสาทในบริเวณไหล่ คอ ต้องแบกรับภาระหนักเพิ่มขึ้นมากแล้ว น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นด้วยการถ่วงไปข้างหน้าจะไปดึงรั้งกล้ามเนื้อเส้นเอ็น ทั้งหมดให้ต้องแบกรับภาระมากขึ้นตามไปด้วยอาการตึงจะเกิดขึ้นตามมาถ้าทำซ้ำๆ หลายๆ ครั้งก็จะเกิดการบาดเจ็บขึ้นได้ทั้งกับกล้ามเนื้อ เอ็น และเส้นประสาทในบริเวณดังกล่าว


เราจะคิดโจทย์วิจัย อะไรจากพฤติกรรม สังคมก้มหน้า

Edit Posted by with No comments
            "ปัจจุบันไม่ว่าจะเดินทางไปไหนมาไหนกับครอบครัว เพื่อน พี่น้อง หรือว่ามองไปที่คนรอบข้างมักจะเห็นแต่ละคนต่างนั่งก้มหน้าอยู่กับหน้าจออุปกรณ์สื่อสารของตัวเองกันแทบทั้งสิ้น จึงทำให้เกิดศัพท์บัญญัติใหม่ในโลกออนไลน์ชื่อ ’สังคมก้มหน้า“ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่มีผลกระทบอยู่ไม่น้อย หากเรายังปล่อยปละละเลยให้สังคมเป็นเช่นนี้ต่อไป"



                 จากพฤติกรรมทางสังคมของผู้คนในยุค Social Network ที่ผู้คนต่างก้มหน้าอยู่กันอุปกรณ์ พกพาส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือ ไอแพด ไอโฟน แท็บเล็ต ต่างๆ ซึ่งเราจะพบเห็นอยู่ได้ทั่วไปว่าผู้คนเหล่านี้ต่าง ง่วนอยู่กับการ แชท ผ่านไลน์ กับเพื่อนหรือกลุ่มเพื่อน การโพสต์ภาพอาหารที่กำลังจะทาน หรือทานเสร็จแล้วผ่านหน้าจอเฟสบุ๊ค หรือการกด Like กับเพื่อนที่โพสต์กิจกรรมในกลุ่มเกือบจะทุกวินาที ทำให้สามีภรรยา ที่สามีง่วนอยู่กับไอโฟน ส่วนภรรยาก็สไลด์หน้าจอไอแพดอย่างเมามัน โดยไม่ได้สนใจพูดคุยกันในร้านอาหาร เป็นภาพที่ชินตา สำหรับสังคมบ้านเรา 
               ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าว พญ.พรรณพิมล วิปุลากร รองอธิบดี กรมสุขภาพจิต ได้ให้ความรู้ว่า พฤติกรรมสังคมก้มหน้า มีทั้งผลดีและผลเสีย กล่าวคือ
"เรื่องการใช้เวลากับสิ่งเหล่านี้ แม้สิ่งที่เราทำจะเป็นประโยชน์ ถ้าก้มหน้าได้อย่างเดียวแต่เงยหน้าขึ้นมาไม่ได้เลย ในแง่การใช้เวลากับมันมากเกินไปจนเริ่มรบกวนสิ่งที่เรียกว่า การทำหน้าที่ปกติ เช่น ถึงเวลาต้องรับประทานอาหาร แต่รู้สึกว่าไม่กินก็ได้ หรือถึงเวลาต้องนอนก็ไม่นอน ซึ่งความจริงแล้วมันไม่ได้ อีกอย่างต้องยอมรับว่าการสื่อสารผ่านอุปกรณ์เหล่านี้ไม่ทดแทนการพูดคุยแบบเผชิญหน้ากัน ไม่ใช่แปลว่าเรามีเพื่อนมากมายอยู่ใน Facebook หรือใน Line แต่ในความเป็นจริงหากเราไปไหนแล้วไม่มีคนคุยด้วยหรือคุยกับคนอื่นไม่รู้เรื่อง ไม่มีเพื่อนในสังคมจริง ไม่ได้แปลว่าคุณมีเพื่อน เพราะว่าทักษะทางสังคมที่เรียกว่า “Face to face” การมองหน้าหรือสบตากัน การมีจังหวะในการพูดคุย บางคนเสียไปเลย เช่น เวลาจะพูดกับคนอื่นรู้สึกประหม่า หรือว่าไม่เข้าหาคนอื่น หรือวางตัวไม่ถูก หรือว่าภาษาเป็นปัญหา เพราะภาษาที่ใช้ในโซเชียลเน็ตเวิร์กไม่ค่อยปกติ  ยิ่งถึงเวลาเป็นเรื่องของทางการมักเริ่มมีปัญหาว่าจะพูดภาษาที่เป็นทางการอย่างไร"
            จากแนวคิดเรื่องดังกล่าวนี้นี่เอง ทำให้ผมได้ลองให้ความคิดกับนิสิตปริญญาโทของผมคนหนึ่งลองไปศึกษาถึงพฤติกรรมของวัยรุ่นในอำเภอหนึ่ง ของจังหวัดพิจิตร ว่าพฤติกรรมของสังคมก้มหน้า จะส่งผลต่อความสัมพันธ์ในครอบครัวหรือไม่ อย่างไร โดยใช้กระบวนการวิจัยทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพที่จะหาคำตอบ มาตอบความอยากรู้ต่อไป 

ต้องขอบคุณ คุณหมอ เจเจ ผุ้จุดประกายความคิดของบทความนี้ครับ 

วันพฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2558

วิธีการทำ STOP MOTION

Edit Posted by with No comments


| S T O P  M O T I O N |  | S O C I A L  A H O L I C | 
'Stop Motion' 

     Stop Motion คือการสร้างภาพเคลื่อนไหวโดยการฉายภาพนิ่งหลายๆ ภาพต่อเนื่องกันด้วยความเร็วสูง ใช้เทคนิคการถ่ายภาพหรือวาดรูป หรือรูปถ่ายแต่ละขณะของหุ่นจำลองที่ค่อย ๆ ขยับ จะเรียกว่า ภาพเคลื่อนไหวแบบการเคลื่อนที่หยุด หรือการวางเรียงสิ่งของแล้วนำเสนอออกมาเป็นเรื่องราวของภาพเคลื่อนไหวนั่นเอง



 How to make S T O P   M O T I O N

           เปิดโปรแกรม Corel Video Studio Pro X5






















     What is SOCIAL AHOLIC?
   โรค′เท็กซ์เนค′ อาการของ′สังคมก้มหน้า′

                อันที่จริงเรื่อง "เท็กซ์เนค" ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่พูดถึงกันมา 2-3 ปีแล้ว ที่ผมหยิบกลับมาเล่าสู่กันฟัง   อีกครั้งเป็นเพราะว่าตอนนี้มันกำลังกลายเป็น "โกลบอล ซินโดรม"คือออกอาการกันแพร่หลายไปทั่วโลก ตามการแพร่ระบาดของอุปกรณ์พกพาสารพัดตั้งแต่ สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต เรื่อยไปจนถึงอีบุ๊กรีดเดอร์ทั้งหลาย
   
            ก่อนหน้านี้อุปกรณ์เหล่านี้ถูกจำกัดการใช้งานด้วยการเชื่อมต่อแต่ตอนนี้เมื่อสามารถเชื่อมต่อได้ทุกที่ทุกเวลาเนื้อหาที่มากับหน้าจอก็หลากหลายมากขึ้น ดึงดูดใจมากขึ้น ทั้งไลน์ ทั้งเกม ทั้งอีบุ๊ก       สารพัดสัดส่วนการใช้งานต่อวันก็เพิ่มขึ้นมากมายมหาศาล ไปไหนมาไหนก็เจอแต่ผู้คนก้มหน้าลงหาจออิเล็กทรอนิกส์ไม่ว่าจะเป็นบนรถไฟฟ้า รถประจำทาง ร้านอาหาร
  
           "เท็กซ์เนค" เป็นคำที่ นายแพทย์ดีน ฟิชแมน แพทย์กายภาพบำบัดผู้เชี่ยวชาญด้านบำบัดอาการของกระดูกสันหลังชาวอเมริกัน คิดขึ้นเพื่อใช้เรียกกลุ่มอาการของโรคที่เกิดจากการ "ก้มหน้า" บ่อยๆ ซ้ำๆ และนานเกินปกตินี้อาการที่เกิดขึ้นมีตั้งแต่ การปวดกล้ามเนื้อบริเวณไหล่ กล้ามเนื้อคอ ปวดศีรษะเรื้อรัง ปวดทุกวันหนักเข้าก็อาจพาลไปถึงเกิดการอักเสบของข้อต่อกระดูกสันหลังส่วนบน
ซึ่งถือว่าสาหัสเลยทีเดียวครับที่น่ากังวลก็คือ การก้มหน้าในลักษณะนี้บ่อยๆ นานๆ จะส่งผลต่อบุคลิกท่าทาง และการเติบโตของร่างกายในเด็กและวัยรุ่น..ให้ออกมาบิดเบี้ยวโค้งงอจนต้องมาหาทางแก้กันยุ่งยากในภายหลัง

              ที่มาของโรคนี้คือการก้มนั่นแหละครับในทางการแพทย์เขาบอกว่าเพียงแค่การก้มศีรษะลงไปข้างหน้าผิดจากท่าปกติตามธรรมชาติ (คือเมื่อหูของเราอยู่ในแนวเดียวกับไหล่) การก้มไปเพียงแค่นิ้วเดียว น้ำหนักของศีรษะก็จะทำให้ กล้ามเนื้อ เอ็น กระดูกและเส้นประสาทในบริเวณไหล่ คอ ต้องแบกรับภาระหนักขึ้นน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นด้วยการถ่วงไปข้างหน้าจะไปดึงรั้งกล้ามเนื้อเส้นเอ็นทั้งหมดให้ต้องแบกรับภาระตามมาด้วยอาการตึง ถ้าทำซ้ำๆ หลายๆ ครั้งก็จะเกิดการบาดเจ็บขึ้นได้ทั้งกับกล้ามเนื้อ เอ็น
และเส้นประสาทในบริเวณดังกล่าว

              ดร.ฟิชแมนเคยแสดงให้เห็นในฟิล์มเอกซเรย์..ของวัยรุ่นอเมริกันที่แสดงอย่างชัดเจนว่ากระดูกสองสามชิ้นบริเวณข้อต่อกระดูกสันหลังส่วนบนโค้งงอไปด้านหน้าแบบผิดธรรมชาติเพราะเหตุนี้มาแล้ว
               
               ข้อมูลที่ได้จากผลการศึกษาวิจัยชิ้นหนึ่งเมื่อปี2000ระบุว่า โดยเฉลี่ยแล้วศีรษะของคนเราจะหนักประมาณ 5 กิโลกรัมการก้มไปข้างหน้าทุกๆ 2 เซนติเมตรจะทำให้ไหล่ต้องแบกรับน้ำหนักมากขึ้น 100 เปอร์เซ็นต์ดังนั้น ถ้าก้มลงไป 6 เซนติเมตร น้ำหนักของศีรษะที่ไหล่ คอ และกระดูกสันหลังที่ต้องรองรับนั้นจะเพิ่มมากขึ้นเป็น 15 กิโลกรัม






Profile

Edit Posted by with 1 comment
 Profile 

P L O Y | ก า น ต์ ธิ ด า



I'm Garnthida Panuwong 
I'm 16 years old. 
I just wanna enjoy with live. 
Life have joyless and happiness. 
But, you just choose the best things 
Everything will be changed. 
I believe.